‘สแกมเมอร์ – แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ภัยใหญ่ยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยความสามัคคีจากนานาชาติร่วมแก้อย่างจริงจัง
ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยกับคำว่า “ทะลุล้าน” ในครั้งนี้ สำหรับสถิติการแจ้งความออนไลน์ซึ่งเปิดเผยโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2565 ที่เปิดระบบแจ้งความออนไลน์ จนถึง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 มีการแจ้งความทั้งหมด 1,058,056 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย 100,408,016,872 บาท และเมื่อดูประเภทของการหลอกลวง จะพบว่า 4 ใน 5 อันดับ เป็นเรื่องของ“ขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม” (สแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ทั้งสิ้น
นอกจากจะหลอกเอาเงินจากเหยื่อแล้ว มิจฉาชีพประเภทนี้ในลักษณะขบวนการยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวด้วย ดังตัวอย่างของประเทศไทย ในช่วงเดือน ม.ค. 2568 ที่ดาราหนุ่มชาวจีน หวังซิง (หรือซิงซิง) ถูกล่อลวงโดยอ้างว่ามีงานในไทย ก่อนถูกพาตัวข้ามชายแดนไปยังประเทศเมียนมา ในบริเวณที่เป็นฐานปฏิบัติการของมิจฉาชีพ สร้างความไม่มั่นใจให้กับชาวจีน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอันเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางมาไทยลดลง เนื่องจากไทยถูกมองว่าเป็น“ทางผ่าน” ของเส้นทางการค้ามนุษย์
ไม่ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา การถูกนานาชาติระบุว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มมิจฉาชีพฉ้อโกงทางโทรคมนาคม ซึ่งเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ล่อลวงผู้คนไปกักขังและบังคับให้เข้าออนไลน์หลอกลวงเหยื่อ ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าไปเยือนแพราะกังวลความปลอดภัย มีคำเตือนเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดที่ผุ้ประกอบการท่องเที่ยวในกัมพูชาถึงกับต้องประท้วงเกาหลีใต้ เมื่อทางการเกาหลีใต้ออกคำเตือนประชาชนในการเดินทางไปกัมพูชา รวมถึงสั่งห้ามเข้าไปในบางเมือง หลังชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวและทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา
ทางการไทยทำอะไรบ้าง? : นอกจากการจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องกระจายสัญญาณ (Sim Box)สำหรับใส่และใช้งานซิมการ์ดโทรศัพท์เพื่อโทรศัพท์หรือส่ง SMS ได้ทีละมากๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นระยะๆ แล้ว ยังมีการออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ให้อำนาจธนาคารสามารถระงับบัญชีที่มีเจ้าทุกข์แจ้งว่าหลงเชื่อโอนเงินไป จากเดิมที่เจ้าทุกข์จะต้องไปแจ้งความก่อน หวังสกัดไม่ให้เงินถูกโอนถ่ายเป็นทอดๆ อย่างรวดเร็ว
รวมถึงการกำหนดโทษผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารและซิมโทรศัพท์มือถือให้ผู้อื่นนำไปใช้กระทำความผิด (บัญชีม้า – ซิมม้า) โดยมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 300,000 บาท และมีการจับกุมดำเนินคดีในข้อหานี้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกับ 15 หน่วยงาน เดินหน้าปฏิบัติการเชิงลึก 5 ด้านหลัก ได้แก่
1.การบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลัง 2.การสร้างระบบประสานงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงข่าวกรองและการสืบสวน 3.การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันทีตัดเส้นทางการเงินอาชญากรไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินได้อีกต่อไป 4.ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในการตรวจจับเส้นทางเงินของมิจฉาชีพเพื่อสกัดก่อนที่จะเกิดเหตุ และ 5.การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนให้มีความรู้เท่าทัน
#สแกมเมอร์วันนี้ #สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส