รวบผัวเมียสายตุ๋น คุมเว็บแก๊งสแกมเมอร์ หลอกเปิดร้านออนไลน์ เหยื่อสูญ 14 ล้าน โยงกว่า 600 คดี
เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พลตำรวจตรีชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สั่งการให้จับกุม นายฉัตรชัย อายุ 27 ปี และ นางสาวสุภารัตน์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ บก.ปอท.เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลงทุน โดยกลุ่มคนร้ายเปิดร้านค้าออนไลน์ชื่อ “Style Cycle” ใช้สื่อสังคมออนไลน์โฆษณาชักชวนประชาชนที่สนใจให้เข้ามาเปิดร้านและขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มเว็บไซต์ของคนร้าย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มคนร้ายจะสร้างสถานการณ์ให้มีบุคคลแอบอ้างเป็นลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า จากนั้นหลอกให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้า เปิดการมองเห็น สร้างเครดิต หรือเติมเงินเข้าระบบ โดยอ้างว่าจะทำให้สามารถรับยอดขายและถอนเงินได้ ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้กลุ่มสแกมเมอร์รวม 25 ครั้ง เป็นเงินกว่า 14 ล้านบาท ก่อนพบว่าไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 19 จุด ใน 11 จังหวัด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน กลุ่มรับ-ส่งและถอนเงินสด และกลุ่มบัญชีม้า พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท
ขณะนั้น นายฉัตรชัย และ นางสาวสุภารัตน์ ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน และทำหน้าที่ดูแลระบบเว็บไซต์ที่กลุ่มสแกมเมอร์ใช้หลอกลวงผู้เสียหาย ได้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงร่วมกับ ตม.เชียงแสน สืบสวนติดตามตัว กระทั่งทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองกำลังเดินทางกลับประเทศไทย จึงเข้าจับกุมตัวได้ สอบสวน นายฉัตรชัย ให้การรับว่า ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หรือ Manager คอยดูแลและประสานงานทุกภาคส่วนของเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเริ่มทำงานกับแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งมีนายทุนชาวจีนเป็นผู้บงการ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ในประเทศกัมพูชา ก่อนที่เครือข่ายจะย้ายฐานไปยังประเทศลาวในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยหน้าที่ของนายฉัตรชัย คือดูแลการสร้างแพลตฟอร์มที่ใช้ในการหลอกลวง จัดหาบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินจากเหยื่อ รวมถึงควบคุมและสั่งการหัวหน้าทีมที่ทำหน้าที่พูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงิน ส่วน นางสาวสุภารัตน์ ทำหน้าที่เป็นแอดมิน คอยหาเหยื่อ พูดคุยกับเหยื่อในเบื้องต้น ก่อนส่งต่อให้หัวหน้าทีมดำเนินการหลอกลวงต่อ
จากการสอบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีโครงสร้างการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดเตรียมเครื่องมือสำหรับหลอกลวง การหาเหยื่อ การรับเงิน ไปจนถึงการบริหารจัดการเงินที่ได้จากผู้เสียหาย นอกจากนี้ยังพบเลขบัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินจากเหยื่อจำนวน 548 บัญชี และเว็บไซต์ที่ใช้ในการหลอกลวงหลายแห่ง เมื่อตรวจสอบกับระบบรับแจ้งความออนไลน์ พบมีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นอีก 601 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 23 ล้านบาท สำหรับรูปแบบการหลอกลวงของเครือข่าย พบมีหลายลักษณะทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ หลอกทำงานออนไลน์หารายได้เสริม สินเชื่อหรือกู้เงินออนไลน์ปลอม รวมถึงหลอกลงทุนเทรดหุ้นและ Hybrid Scam เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวต่อไป