ปราบยังไงก็ไม่หมด! ‘สแกมเมอร์’ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึง “แก๊งสแกมเมอร์” ยังเป็นปัญหาที่ภาครัฐยังต้องตามแก้ไขปัญหาอยู่ แม้ช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจรู้สึกว่าสายโทรฯ จากมิจฉาชีพ น้อยลง โดยเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่พบการก่อกวนสูงสุด โดยพบว่า 27% ของสายโทรศัพท์ และ 52% ของ SMS ถูกยืนยันแล้วว่ามาจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุตัวตนไม่ได้ รวมทั้งสแปมและมิจฉาชีพ และยังพบ 7 หมายเลขมิจฉาชีพ ที่โทรฯ ออกจำนวนมาก เพียงหมายเลขเดียวโทรฯ ออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง “วิวัฒนาการการหลอกลวงสมัยก่อน เป็นการหลอกตัวต่อตัวไม่ใช่มืออาชีพ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไปแล้ว ใช้เอไอวิเคราะห์แล้วจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย ใช้ซิมบ๊อกซ์ส่งเอสเอ็มเอส ไม่ผ่านค่ายมือถือ ยิงตรงเข้ามาหาผู้ใช้มือถือ และความฉลาดของอุปกรณ์นี้ สามารถแปลงชื่อของผู้ส่งข้อความ หรือ Sender Name ได้หมด ทั้งของค่ายมือถือ ธนาคาร และข้อความที่ส่งยังไปต่อกับเอสเอ็มเอสของจริงด้วย ทำให้หลาย ๆ คนตกเป็นเหยื่อ “ขบวนการเหล่านี้มีการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ คนโทรฯหลอกเหยื่อ คนนำเงินออก งานระบบ การฝึกอบรม การเขียนสคริปต์เพื่อใช้หลอก ซึ่งจากที่ได้สอบสวนคนไทยที่เคยไปทำงานกับแก๊งเหล่านี้ บอกว่าจะมีผู้จัดการคอยดูวันไหนยอดตก ก็มีประชุมเร่งรัดยอดรูปแบบบริษัท มีวันหยุดคือวันอาทิตย์ รายได้รวมประมาณแสนกว่าบาท และช่วงนี้น้ำมันแพงก็จะเปลี่ยนมาใช้เรื่องน้ำมันหลอกให้กดลิงก์ กลุ่มมิจฉาชีพจะมีปฏิทินโจร ใช้มุกหลอกล่อกับช่วงเวลา เช่น ปีใหม่ไทย ตรุษจีน สงกรานต์ เป็นต้น สุดท้ายแล้ว หากเรา “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อได้
#สแกมเมอร์วันนี้ #ภัยร้ายใกล้ตัว #ต้องอาศัยความร่วมมือ #ภาครัฐเอกชนประชาชน #ร่วมมือปราบอาชญกรรมข้ามชาติ #สำนักประชาสัมพันธ์จัง
หวัดนราธิวาส